เกษตรพิจิตรตรวจเยี่ยมเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

 วันที่ 16 ม.ค. 63 นายวีระชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยเกษตรอำเภอทับคล้อ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงถั่วเขียวผิวมันของ นางประคอง พุททรัพย์ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทดแทนการทำนาปรัง เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย
นางประคอง กล่าวว่า ตนเองปลูกถั่วเขียวผิวมันทดแทนการทำนาปรังมาหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะช่วง 2 ปีหลังที่ในพื้นที่ไม่มีน้ำเลย แต่ก็ยังสามารถปลูกถั่วเขียวผิวมันได้ อาศัยเพียงความชื้นจากนาข้าว โดยหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปีจะไถกลบฟางข้าว ตากไว้ 2 วันจนดินร่วน จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ ใช้เวลา 80 – 85 วันก็เก็บเกี่ยวได้ ปีนี้ผลผลิตดี สวนทางผลผลิตทางการเกษตรอื่น เฉลี่ย 240 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนประมาณ 2,300 บาทต่อไร่ จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 25 บาท มีตลาดจากจังหวัดเพชรบูรณ์มารับซื้อถึงที่ ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมด 132 ไร่ จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 400,000 บาท ซึ่งดีกว่าการทำนาปรัง เพราะนอกจากใช้น้ำน้อยกว่ามาก ยังต้นทุนต่ำ รายได้ดี มีตลาดรองรับ โดยถั่วเขียวสามารถแปรรูปได้ได้อย่าง เช่น ถั่วทอง วุ้นเส้น
ด้าน เกษตรจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ถั่วเขียวเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกร ปลูกแทนการทำนาปรัง เพราะแทบไม่ใช่น้ำเลย สำหรับแปลงนี้ได้แนะนำให้ขึ้นทะเบียนเป็นแปลงใหญ่ จะได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ สินเชื่อ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ จากส่วนราชการ นอกจากนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ยังได้ทำเมนูพืชใช้น้ำน้อยที่มีข้อมูลทั้งปริมาณน้ำ สภาพดิน ต้นทุน และรายได้ ให้เกษตรกรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อีกด้วย สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกถั่วเขียวผิวมัน นางประคอง ยินดีให้ข้อมูลความรู้ โดยติดต่อได้ที่ โทร.0824090272
และได้เดินทางไปยังแปลงของแปลงของ นางอรณี แก้วปักษี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวังแดงเหนือ ซึ่งแต่เดิมได้ทำนาแต่ประสบภาวะภัยแล้ง จึงลองปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชผัก ซึ่งใช้น้ำน้อยในพื้นที่ จำนวน 3 ไร่ นางอรณี กล่าวว่า จากเดิมเคยทำนาในพื้นที่ 3 ไร่ รายได้ไม่พอกับต้นทุน ประกอบกับประสบปัญหาความแห้งแล้ง จึงได้ทดลองปลูกผัก มีการวางแผนการปลูกพืชผักหลายชนิด โดยสลับชนิดพืชผักในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยง โรค-แมลงศัตรูพืช (3 แถว ต่อ 1 ชนิดพืช) มีหลายชนิด อาทิ แตงโมอ่อน ถั่วพู ถั่วฝักยาว ฟักทอง กระเจี๊ยบ มะเขือ พริก เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยในการเพาะปลูกและเป็นที่ต้องการของตลาด และได้มีการรวมกลุ่มจำนวน 20 คน ใช้ชื่อว่า “เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกผักบ้านหนองระกำ” ผลจากการรวมตัวของเกษตรกรร่วมกันปลูก ส่งผลให้มีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ด้วยราคาตามสถานการณ์ของท้องตลาดทั่วไป มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อวัน เฉลี่ยต่อปีประมาณ 120,000 บาท แม้ว่าจะไม่ได้รับน้ำจากระบบชลประทาน เกษตรกรสามารถใช้น้ำจากบ่อน้ำตื้น และมีการวางระบบน้ำหยด ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการปลูกผักได้อย่างเพียงพอ
และอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำนามาปลูก เมล่อน สร้างรายได้ ถือว่าเป็นพืชอีกทางเลือกสำหรับเกษตรกร คือแปลงของนายสมโภช คำห้อย ผช.ผญบ. ม.6 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ปลูกเมล่อนในพื้นที่นา จำนวน 9,000 ต้น น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัมต่อ 1 ลูก โดยปลูก ในพื้นที่ 4 ไร่ จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 30 บาทจะมีรายได้ประมาณ 400,000 บาท ต่อการปลูก 1 รอบ โดยใช้ระยะการปลูกประมาณ 90-95 วัน สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาท (ระบบน้ำหยดสามารถนำมาใช้ต่อได้ในรอบการปลูกต่อไป) มีตลาดมารับซื้อถึงสวน สำหรับระบบการให้น้ำเป็นการให้แบบระบบน้ำหยด และมีบ่อเก็บน้ำเป็นของตัวเองซึ่งสามารถใช้ในการเพาะปลูกเมล่อนได้อย่างเพียงพอ

Visitors: 61,540