ทุเรียนปลูกได้ดีที่พิจิตร สร้างรายได้งามให้เกษตรกร

เกษตรฯจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเน้นปลูกแบบปลอดภัยให้ได้มาตรฐาน GAP
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 13.30 น. นายวีระชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย นายสามารถ เดชบุญ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต และ นางมะยม เนียมสุวรรณ เกษตรอำเภอเมืองพิจิตร ลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนของนายศุภรัตน์ เลิศประสิทธิพันธ์ ที่ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ซึ่งปลูกในพื้นที่ 275 ไร่ อายุประมาณ 6 ปี จำนวนประมาณ 6,000 ต้น ซึ่งมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปีแรกเมื่อปี 2562 ในพื้นที่ 150 ไร่ มีผลผลิตประมาณ 12 ตัน ในปีนี้มีพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 200 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 150-200 ตัน ซึ่งจะมีตลาดจากจังหวัดจันทบุรีมารับซื้อแบบเหมาคละไซต์ ในราคา ประมาณ 110 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 110,000 บาทต่อตัน สำหรับการปลูกมีการปลูกแบบยกร่องมีระยะการปลูก ขนาด 8 x 8 เมตร สำหรับต้นทุนการผลิตคิดเป็นต่อปีประมาณ 30,000 บาท ต่อไร่ซึ่งรวมถึงค่าแรงงานค่าปุ๋ย ขณะนี้ทุเรียนเริ่มออกดอกและติดผลผลิต จะเริ่มทำการเกษตรเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งแปลงนี้ได้ทำการขอการรับรองมาตรฐาน GAP ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถได้ราคาผลผลิตที่สูงขึ้น หรือสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ เนื่องจากเป็นการรับรองความปลอดภัยของสินค้าเกษตร โดยมี สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตรให้คำแนะนำ และกรมวิชาการเกษตรจะลงพื้นที่ในการตรวจสอบประเมินแปลงเพื่อให้การรับรอง มาตรฐาน GAP ต่อไป
นายศุภรัตน์ เลิศประสิทธิพันธ์ กล่าวว่า “ตนได้ทดลองปลูกทุเรียนตั้งแต่ปี 2556 ในพื้นที่เดิมซึ่งเป็นสวนส้มเขียวหวานซึ่งมีการทำยกร่องเป็นร่องน้ำอยู่แล้วจึงมีการลงทุนไม่มากมีเพียงหาซื้อพันธุ์ทุเรียน โดยปลูกพันธุ์หมอนทองเนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการ และมีพ่อค้ามาตัดเองและรับซื้อเองถึงสวน ทำให้ไม่มีปัญหาด้านการตลาด”
ด้านนายวีระชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า เกษตรกรรายนี้เดิมเป็นพื้นที่นาทั้งหมด แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกส้มเขียวหวาน และเมื่อส้มเขียวหวานหมดอายุการเก็บเกี่ยวจึงปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียน ซึ่งเกษตรกรได้ผลตอบรับค่อนข้างดี จึงได้ขยายพื้นที่ปลูกและมีเกษตรกรในพื้นที่กลุ่มเดียวกันที่ปลูกส้มเขียวหวานปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียน ซึ่งนับว่าเป็นไม้ผลอีกทางเลือกให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนพื้นที่ เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงแต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรจะต้องลดการใช้สารเคมีเน้นการใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมีบางตัว เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอีกด้วย ทั้งนี้ได้แนะนำให้เกษตรกรมีการผสมเกษรด้วยธรรมชาติ โดยการปล่อยตัว “ชันโรง” เพื่อช่วยในการผสมเกสรของดอกทุเรียนอีกด้วย

Visitors: 58,413